ด้านนายพลฟอนบร็อคได้เรียกตัวนายพันตรีครูเกอร์ (Major Paul Kruger) ให้มาเตรียมการทำลายสะพานรีมาเกนตามคำสั่งหน่วยเหนือ แต่ได้ขอร้องไว้ว่าให้ถ่วงเวลาไว้จนกว่ากองทัพที่ 15 จะข้ามสะพานมาได้เสียก่อน โดยให้ข้อมูลว่าที่รีมาเกนจะมีกำลังพลหน่วยต่างๆ อยู่ประมาณ 1,600 คน และยังสัญญาว่าจะส่งกำลังหน่วยยานเกราะเป็นกองหนุนไปช่วยอีก แต่เมื่อครูเกอร์เดินทางไปถึงสะพาน จึงได้รับรายงานจากผู้กองชมิดท์ (Hauptmann Karl Schmidt) และผู้กองเบามัน (Capt. Otto Baumann) ว่าที่แท้จริงแล้วมีกำลังทหารรักษาสะพานอยู่ประมาณ 200 คนเท่านั้น ครั้นพอจะติดต่อนายพลฟอนบร็อคเรื่องหน่วยยานเกราะก็ยากแสนเข็ญและคำตอบที่ได้คือหน่วยยานเกราะที่ว่าถูกส่งไป "ที่อื่น" เสียแล้ว
Thus ended the last great German stand in the West.
In March of 1945, as the War in Europe is coming to a close, fighting erupts between German and American troops at the last remaining bridgehead across the Rhine.
เรื่องราวอันน่าทึ่งของวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1945 สะพานที่ Remagen กำกับโดย John Guillermin และดัดแปลงจากบทภาพยนตร์โดย William Roberts, Richard Yates และ Roger O. Hirson จากหนังสือ The Bridge at Remagen: The Amazing Story of March 7, 1945 นำแสดงโดย George Segal, Robert Vaughn, Ben Gazzara, Bradford Dillman และ E.G. Marshall ผลิตโดย Panavision/De Luxe Color ดนตรีโดย Elmer Bernstein และถ่ายภาพโดย Stanley Cortez ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับการสู้รบเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือสะพาน Ludendorff เหนือแม่น้ำไรน์ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์สงครามที่เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นและความชาญฉลาดไม่น้อย เพราะมองการสู้รบอย่างเท่าเทียมกันจากทั้งสองฝ่ายของฝ่ายที่ทำสงครามกัน สะพานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความพยายามในการทำสงครามของทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน การเล่าเรื่องในที่นี้จึงค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ลงทุนกับบทสนทนาอย่างเต็มที่ ตัวละครมีคุณภาพสูง แม้ว่าความเหนื่อยล้าจากสงครามของทหารอเมริกันจะเคยถูกถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์สงครามชื่อดังเรื่องอื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง กิลเลอร์มินผลักดันทหารที่บอบช้ำทางจิตใจให้เข้าสู่สถานการณ์การต่อสู้ที่สิ้นหวัง ซึ่งผู้ชมอย่างเราๆ ต่างเฝ้ารอชมการเอาชีวิตรอดของผู้แข็งแกร่งที่สุด เบิร์นสไตน์ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ภาพคมชัดจากคอร์เตซ และนักแสดงที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สนุกสนานอย่างแท้จริง 7/10